วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569

กรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1278/2558
          ส. บิดาโจทก์เช่าที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุจากกรมธนารักษ์ และ ส. อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่พิพาท ต่อมา ส. ถึงแก่ความตาย โจทก์ทำสัญญาเช่าที่พิพาทจากกรมธนารักษ์ต่อจาก ส. 
         โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยในที่พิพาทอีกต่อไป จึงฟ้องให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท แม้โจทก์ในฐานะผู้เช่าจะมีสิทธิเข้าใช้สอยทำประโยชน์ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิแห่งสัญญาเช่าก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เคยเข้าครอบครองที่พิพาทตามสัญญาเช่ามาก่อน และจำเลยอยู่ในที่พิพาทก็โดยอาศัยสิทธิการเช่าของ ส. ผู้เช่าเดิมไม่ได้อาศัยสิทธิโจทก์ การที่จำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นการละเมิดต่อกรมธนารักษ์เจ้าของที่พิพาท หาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่ารายใหม่ไม่ โจทก์ก็ไม่ได้ขอให้ศาลเรียกกรมธนารักษ์ผู้ให้เช่าเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 477 ประกอบมาตรา 545 
          การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้โดยลำพัง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยเพิ่งกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19694/2557
ป.วิ.พ. ม. 238, ม. 247, ม. 248
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 ม. 8
          คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินสองแสนบาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้แล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 238 
          ที่ดินโฉนดเลขที่ 2220 ของจำเลยที่ 2 มีสภาพเป็นที่ราชพัสดุ การจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่เอกชนจะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ตามนัยของมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 การที่เจ้าของที่ดินเดิมของที่ดินโฉนดเลขที่ 31645 กับโรงเรียนบ้านโนนสังข์ทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินกันถือเป็นเพียงการปฏิบัติในเบื้องต้นอันเป็นขั้นตอนหนึ่งในการจะโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น เพราะเหตุยังต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนอื่นๆ ตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการอีกหลายประการให้ครบถ้วนเสียก่อน เมื่อยังไม่มีการดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการจนครบถ้วน โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ปฏิบัติตามสัญญาการแลกเปลี่ยนที่ดินได้

ซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างในที่ราชพัสดุ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่1592/2563
ป.ที่ดิน ม. 9, ม. 108 ทวิ
         แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยจะซ่อมแซมปรับปรุงหลังคาซุ้มทุก 2 ปี ตามที่นำสืบ แต่การเปลี่ยนหลังคาซึ่งมุงด้วยหญ้าแฝกเดิมที่หมดสภาพแล้วมุงใหม่ มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของซุ้ม แต่เป็นการซ่อมเปลี่ยนหลังคาเพื่อปรับปรุงให้ซุ้มอยู่ในสภาพเดิมที่ใช้งานได้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว อันเป็นเพียงการซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างเท่านั้น มิใช่การก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารที่จะต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 26 กันยายน 2560 จึงเกินกว่า 5 ปี นับแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จำเลยก่อสร้างอาคารเสร็จโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีสำหรับความผิดนี้จึงขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) และต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น
         อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินเกิดเหตุเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นที่ดินราชพัสดุเป็นที่ดินของรัฐ และเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตพระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่ดินเพื่อการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี ประชาชนไม่สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนิคมสร้างตนเองจังหวัดลพบุรี ดังนั้น การที่จำเลยยึดถือครอบครองและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างโดยปราศจากเหตุอันจะอ้างตามกฎหมายได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินที่เกิดเหตุได้

เข้าใจโดยสุจริตว่ามีสิทธิครอบครอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2460/2563
ป.วิ.อ. ม. 216
         ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์แล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือจำเลยทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ แม้จำเลยทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วยกับเหตุผลแห่งการวินิจฉัยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ตาม แต่เมื่อข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยทั้งสองแล้ว การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
         ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาจึงรับฟังเป็นยุติว่า ร้อยโทไพรัตน์ ผู้เสียหาย รักษาการผู้บังคับกองร้อยมณฑลทหารบกที่ 19 ซึ่งมีหน้าที่ดูแลใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ 407/2500 ที่กองทัพบกเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ได้รับคำสั่งด้วยวาจาจากผู้บังคับบัญชาให้ติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดินแปลงดังกล่าว วันที่ 13 มีนาคม 2561 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ผู้เสียหายนำทหารเข้าไปในที่ดินที่เกิดเหตุเพื่อติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองร่วมกันขัดขวางผู้เสียหายกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่มิให้ติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดินในที่ดินที่เกิดเหตุ
         แม้โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ 407/2500 ที่กองทัพบกเป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ ซึ่งมีการกำหนดแนวเขตที่ดินไว้ทั้งสี่ทิศก็ตาม แต่ที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวมีเนื้อที่มากถึง 797 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ตั้งแต่ปี 2558 ทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ราชพัสดุและเจ้าพนักงานที่ดิน ไม่สามารถรังวัดสอบเขตที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ เนื่องจากมีการคัดค้านจากกลุ่มชาวบ้าน แสดงให้เห็นได้ว่ากองทัพบกยังไม่ทราบแนวเขตที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ที่อยู่ในความครอบครองดูแลของกองทัพบก ดังนี้ แม้จะฟังว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่อยู่ในความครอบครองดูแลของกองทัพบกและอำเภออรัญประเทศเพิกถอนแบบแจ้งการครอบครอบครอง (ส.ค.1) ของจำเลยทั้งสองดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินบริเวณเดียวกับที่ดินที่เกิดเหตุ จำเลยทั้งสองย่อมเข้าใจโดยสุจริตว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว และเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยทั้งสองเชื่อว่าผู้เสียหายไม่มีสิทธิติดตั้งป้ายแสดงแนวเขตที่ดินว่าเป็นที่ดินแปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่อยู่ในความครอบครองดูแลของกองทัพบก จำเลยทั้งสองหาได้จงใจฝ่าฝืนกฎหมายไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญา จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิด